ท่านมีความเห็นอย่างไรเมื่อฉันได้ละหมาดฟัรฎู ฉันได้ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอน ฉันทำแต่สิ่งที่หะลาลและละเว้นสิ่งที่หะรอม
หากคุณกล่าวแก่เพื่อนของคุณว่า "จงเงียบ" ในวันศุกร์ ขณะที่อิหม่ามกำลังอ่านคุฏบะฮ์ แสดงว่าคุณได้ทำให้ผลบุญของการละหมาดวันศุกร์นั้นเป็นโมฆะ
“แท้จริงการละหมาดที่เป็นภาระหนักที่สุดสำหรับผู้กลับกลอกคือการละหมาดอิชาอ์และละหมาดฟัจร์ และหากพวกเขารู้ถึงคุณค่าที่มีอยู่ในละหมาดทั้งสองเวลานั้น แน่นอนพวกเขาจะมาทำการละหมาดเวลาทั้งสองนั้น แม้ว่าจะต้องคลานมาก็ตาม
การละหมาดห้าเวลา และระหว่างวันศุกร์หนึ่งไปยังอีกวันศุกร์หนึ่ง และระหว่างเราะมะฎอนหนึ่งไปยังอีกเราะมะฎอนหนึ่ง จะลบล้างความผิดในช่วงระยะเวลาระหว่างนั้น หากว่าเขาออกห่างจากการทำบาปใหญ่
“ผู้ใดที่ลุกขึ้น(ละหมาดและประกอบอิบาดะฮ์)ในคืนลัยละตุลก็อดร์ ด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา
พวกเขาคือกลุ่มชนที่หากในหมู่พวกเขามีบ่าวที่ศอลิห์หรือคนศอลิห์เสียชีวิต พวกเขาก็จะสร้างมัสยิดบนหลุมศพของเขา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม จะกล่าวในระหว่างสองสุญูดว่า "อัลลอฮุมมัฆฟิรลี วัรฮัมนี วะอาฟินี วะฮ์ดินี วัรซุกนี" ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ฉัน ทรงเมตตาต่อฉัน ทรงทำให้ฉันมีสุขภาพแข็งแรง ทรงให้ทางนำแก่ฉัน และทรงโปรดประทานปัจจัยยังชีพให้แก่ฉันด้วยเถิด
اللهم أنت السلام ومنك السلام، تباركت يا ذا الجلال والإكرام” ความว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของข้า พระองค์คือผู้ทรงเปี่ยมด้วยสันติ จากพระองค์นั้นคือที่มาของสันติ ความจำเริญยิ่งแด่พระองค์ โอ้ผู้เปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่และเกียรติยศ
ท่านได้ยินเสียงอะซานเรียกมาละหมาดหรือไม่?” ชายคนนั้นตอบว่า ใช่ ได้ยิน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจำเป็นต้องตอบรับเสียงอะซาน”
เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้ามาละหมาด แล้วเห็นอีหม่ามกำลังอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้เขาทำอิริยาบทตามที่อีหม่ามกำลังทำอยู่
ท่านมีความเห็นอย่างไร หากฉันได้ทำการละหมาดตามที่ถูกบัญญัติไว้ ฉันถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และสิ่งที่อนุมัติฉันก็ยึดถือ และสิ่งที่ต้องห้ามฉันก็ยึดถือ
ความสะอาดเป็นครึ่งหนึ่งของการศรัทธา และการกล่าว "อัลหัมดุลิลลาฮ์" ผลบุญของมันจะเต็มตาชั่งในวันกิยามะฮ์ การกล่าวว่า "สุบหานัลลอฮ์และ อัลหัมดุลิลลาฮ์" ผลบุญของทั้งสองประโยคหรือผลบุญของแต่ละประโยคนั้นจะเต็มระหว่างบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดิน
“เมื่อมุอัซซิน (ผู้ประกาศเมื่อถึงเวลาละหมาด) กล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร"(อัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่) ดังนั้นคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าก็กล่าวตามว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร
ผู้ใดที่ลืมละหมาดใดละหมาดหนึ่ง ดังนั้นเขาจงละหมาดเมื่อนึกขึ้นได้ ไม่มีการลบล้างบาปสำหรับการทิ้งละหมาดนอกจากด้วยการละหมาด
แท้จริงพันธสัญญาระหว่างเรากับพวกเขาคือการละหมาด ดังนั้นใครก็ตามที่ละทิ้งมัน แท้จริงเขาได้ปฏิเสธศรัทธา
“คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าไม่เกรงกลัว หรือ:ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้ากลัวหรือ? เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก่อนอิหม่าม อัลลอฮ์จะทรงทำให้หัวของเขาเป็นหัวลา หรือให้รูปร่างของเขาเป็นรูปร่างของลา”
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนฉันเกี่ยวกับการตะชะฮ์ฮุด ในขณะที่มือทั้งสองของฉันอยู่ในมือทั้งสองของท่าน เหมือนดังท่านได้สอนซูเราะฮ์อัลกุรอาน
اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ، وَمِنْ عَذَابِ النَّارِ، وَمِنْ فِتْنَةِ المَحْيَا وَالمَمَاتِ، وَمِنْ فِتْنَةِ المَسِيحِ الدَّجَّالِ
งานใดที่อัลลอฮ์รักมากที่สุด? ท่านตอบว่า “การละหมาดตามเวลาของมันที่กำหนดไว้” เขากล่าวว่า แล้วอะไรอีก? ท่านตอบว่า: “จากนั้นคือการทำความดีต่อพ่อแม่” เขากล่าวว่า: แล้วอะไรอีก? ท่านตอบว่า “การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์”
ฉันได้ให้สัตยาบันแก่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในการยึดมั่นคำกล่าวชะฮาดะฮ์ (คำปฏิญาณตน) ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพอิบาดะฮ์ นอกจากอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การเชื่องฟังและการน้อมรับ และการให้คำตักเตือนแก่มุสลิมทุกคน
ฉันขอแนะนำว่าท่านอย่าได้พลาดที่จะอ่านดุอาอ์บทนี้ทุกครั้งหลังละหมาด” ให้ท่านอ่านว่า "อัลลอฮุมมะ อาอินนี อะล่า ซิกริกะ วะ ชุกรีกะ วะ ฮุสนิ อิบาดะติกะ" ความว่า ” “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงพระองค์ ขอบพระคุณในความโปรดปรานของพระองค์ และเป็นผู้นมัสการพระองค์ด้วยดีเถิด”
“โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอความคุ้มครองด้วยความโปรดปรานของพระองค์ท่าน จากความโกรธกริ้วของพระองค์ และด้วยการประทานอภัยโทษของพระองค์ ให้ฉันปลอดภัยจากการลงโทษของพระองค์ และฉันขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ท่าน จากพระองค์ท่าน ฉันไม่อาจคำนวณนับการสดุดีต่อพระองค์ได้ ดังที่พระองค์ทรงสดุดีพระองค์เอง”
มีการกล่าวถึงต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมีชายผู้หนึ่งหลับทั้งคืนจนถึงเช้า ท่านจึงกล่าวว่า “นั่นคือชายผู้หนึ่งที่ซาตานปัสสาวะในหูทั้งสองของเขา หรือท่านพูดว่า: ในหูของเขา”
“เจ้าต้องสุญูดต่ออัลลอฮ์มากๆ เพราะแท้จริงเจ้าไม่สุญูดต่ออัลลอฮ์ครั้งใด นอกจากอัลลอฮ์จะทรงยกสถานะของเจ้าด้วยการสุญูดนั้นหนึ่งขั้น และทรงลบล้างบาปออกจากเจ้าด้วยเช่นกัน”
การละหมาดของชายคนหนึ่งที่เป็นญะมาอะฮ์ ผลบุญจะทวีคูณกว่าการละหมาดของเขาที่ตลาดและบ้านของเขาถึงยี่สิบกว่าเท่า
“ผู้ใดที่กินกระเทียมหรือหัวหอม ก็ให้เขาแยกตัวออกไป - หรือท่านกล่าวว่า: ให้เขาแยกตัวออกไป - จากมัสยิดของเราและอยู่บ้าน”
พวกเจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่า หากมีลำธารไหลผ่านหน้าบ้านของพวกเจ้าคนหนึ่ง โดยที่เขาอาบน้ำชำระร่างกายในลำธารนั้นห้าครั้งต่อวัน เจ้าจะคิดอย่างไร จะมีสิ่งสกปรกติดอยู่อีกไหม?
พวกเจ้าจงใช้บรรดาลูกๆ ของพวกเจ้าให้ละหมาด เมื่อพวกเขามีอายุเจ็ดขวบ และพวกเจ้าจงตีพวกเขาหากพวกเขาไม่ละหมาด เมื่อพวกเขามีอายุสิบขวบและจงแยกห้องนอนระหว่างพวกเขา
แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกมายังพวกเรา แล้วพวกเราก็กล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แท้จริงพวกเรารู้แล้วว่าวิธีการให้สลามแก่ท่านเป็นอย่างไร แต่พวกเรา(ไม่รู้ว่าวิธี)จะเศาะละวาตแก่ท่านอย่างไร?
ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดอย่างดี และเดินไปสู่การละหมาดญุมุอะฮ์(วันศุกร์) ได้ฟังคุฏบะฮ์(การเทศนา) และได้ตั้งใจฟังอย่างดี เขานั้นก็จะถูกให้อภัยโทษระหว่างสองศุกร์ และเพิ่มอีกสามวัน
ผู้ใดที่ออกจากบ้านไปมัสยิดในตอนเช้าหรือตอนเย็น อัลลอฮ์จะทรงเตรียมที่พักในสวรรค์ให้แก่เขา ทุกครั้งที่เขาไปตอนเช้าหรือตอนเย็น
“โอ้มนุษยชาติ จงเผยแพร่สลาม จงให้อาหารแก่ผู้คน จงเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ และจงละหมาดในยามค่ำคืนขณะที่ผู้คนกำลังนอนหลับ แล้วพวกท่านจะเข้าสวรรค์อย่างสันติ”
ไม่มีมุสลิมคนใดที่เมื่อเข้าเวลาละหมาดฟัรฎู แล้วเขาอาบน้ำละหมาดอย่างดี แล้วละหมาดอย่างมีสมาธิและรุกูอ์อย่างดี เว้นแต่การละหมาดนั้นจะลบล้างบาปที่ผ่านมา ตราบใดที่เขาไม่กระทำบาปใหญ่ ซึ่งความประเสริฐนี้จะมีอยู่ตลอดเวลา
มีบทซิกิรจำนวนหนึ่งซึ่งผู้ที่กล่าวบทซิกิรเหล่านั้นหลังจากละหมาดฟัรฎูทุกเวลาจะไม่ขาดทุน นั้นคือ กล่าวตัสบีห์ 33 ครั้ง กล่าวตะห์มีด 33 ครั้ง และกล่าวตักบีร 33 ครั้ง
ผู้ใดที่กล่าวในตอนที่เขาได้ยินผู้อาซาน ว่า (أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، وَأَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ، رَضِيتُ بِاللهِ رَبًّا وَبِمُحَمَّدٍ رَسُولًا، وَبِالْإِسْلَامِ دِينًا) เขาจะได้รับการอภัยโทษ
การอาบน้ำในวันศุกร์เป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)สำหรับผู้ที่บรรลุศาสนบัญญัติทุกคน และให้เขาทำความสะอาดฟันและใส่น้ำหอม หากเขามี(น้ำหอม)
“ผู้ใดก็ตามที่กล่าว เมื่อเขาได้ยินการเรียกร้อง(การอาซาน) ว่า: (อัลลอฮุมมา ร็อบบะฮาสิหิดดะฮ์ วะติดตามมะฮ์ วัศเศาะลา ติลกออิมะฮ์ อาติ มุฮัมมะดะนิล วะซีละฮ์ วัลฟะดีละฮ์ วับอัษหุ มะกอมัม มะห์มู ดะนิลละซี วะอัดตะฮ์) ความว่า "โอ้พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของการวิงวอนนี้(การอาซาน) และการละหมาดที่มั่นคง จงให้ได้มายังมูฮัมหมัดซึ่ง วาซีละห์(การใกล้ชิดพระองค์ หรือ ระดับชั้นในสวรรค์) และความประเสริฐเหนือผู้อื่น และจงให้เขาฟื้นคืนชีพในสถานที่ที่มีเกียรติ ที่พระองค์ทรงได้สัญญาไว้" เขาผู้นั้นจะได้รับการช่วยเหลือ(ชะฟาอะฮ์)จากฉันในวันโลกหน้า”
“เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในการละหมาด?” คำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเรื่องนี้รุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้กล่าวว่า “พวกเขาจงหยุดจากการกระทำนั้นเถิด มิเช่นนั้นสายตาของพวกเขาจะถูกพรากไปอย่างแน่นอน”
ฉันได้ละหมาดร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยท่านนบีได้ให้สลามทางด้านขวาของเขา และกล่าวว่า: (อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมาตุลลอ ฮิวะบาเราะกาตุฮ์) ความว่า “ขอความสันติสุข ความเมตตา และความจำเริญจากพระผู้เป็นเจ้าจงมีแด่ท่าน” และทางซ้ายของเขา ว่า: (อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมาตุลลอฮ์) ความว่า “ขอความสันติสุขและความเมตตาจากพระเจ้า จงประสบแด่ท่าน”
“ใครก็ตามที่กล่าวตัสบีห์ (สุบหานัลลอฮ์) หลังจากการละหมาดทุกเวลาสามสิบสามครั้ง และกล่าวตะห์มีด(อัลหัมดุลิลลาฮ์) สามสิบสามครั้ง และกล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) สามสิบสามครั้ง ซึ่งทั้งหมดนั้นรวมเป็นเก้าสิบเก้าครั้ง และครบหนึ่งร้อยด้วยการที่เขากล่าวว่า: " لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ คำอ่าน: "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วะห์ดะฮู ลา ชะรีกะละฮ์, ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ วะฮุวา อะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร" เขาจะได้รับการอภัยโทษจากความผิดทั้งหลาย แม้มันจะมีมากเท่าฟองน้ำในท้องทะเลก็ตาม”
ใครก็ตามที่อ่านอายะฮ์กุรซีย์ทุกครั้งหลังละหมาดฟัรฎห้าเวลา ไม่มีอุปสรรคใดๆ สำหรับเขาที่จะได้เข้าสวรรค์ เว้นแต่ความตายเท่านั้น
หากคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเกิดสงสัยในการละหมาดของเขา และเขาไม่รู้ว่าเขาได้ละหมาดไปกี่รอกะอะฮ์แล้ว สามหรือสี่ ก็จงละทิ้งสิ่งที่สงสัยนั้น และจงยึดสิ่งที่เขามั่นใจ แล้วจงสุญูดสองครั้ง ก่อนการให้สลาม
“ผู้ใดรักษาละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ก่อนซุฮรี่และสี่ร็อกอะฮ์หลังจากนั้น อย่างสม่ำเสมอ อัลลอฮ์จะทรงห้ามเขาจากไฟนรก”
แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านในร็อกอะฮ์ทั้งสองแห่งฟัจญ์ริ (ละหมาดซุนนะฮ์ก่อนละหมาดฟัจญ์ริ): (กุลยาอัยยุฮัลกาฟิรูน) ความว่า {จงกล่าวเถิด โอ้ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย} และ (กุลฮุวัลลอฮุอะหัด) ความว่า {จงกล่าวว่า พระองค์อัลลอฮ์คือ พระเจ้าหนึ่งเดียว}
การละหมาดญะมาอะฮ์นั้นดีกว่าการละหมาดคนเดียวด้วยกับยี่สิบห้าเท่าและเหล่าทูตสวรรค์ในยามค่ำคืนและเหล่าทูตสวรรค์ในตอนกลางวันก็รวมตัวกันในการละหมาดรุ่งอรุณ(ฟัจญ์ริ)
“แถวที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชายคือแถวแรก และแถวที่แย่ที่สุดคือแถวสุดท้าย และแถวที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงคือแถวสุดท้าย และแถวที่แย่ที่สุดคือแถวแรก”
“แท้จริง การละหมาดสองเวลา (คือ ฟะญัรและอิชาอ์) นี้ เป็นการละหมาดที่หนักที่สุดสำหรับพวกมุนาฟิก (คนหน้าไหว้หลังหลอก) และหากพวกท่านรู้ถึงคุณค่าของมัน พวกท่านจะมาละหมาดแม้จะต้องคลานมาก็ตาม
ปากกาถูกยกเว้นจากสามประเภท คือ จากผู้หลับจนเขาตื่น จากเด็กจนเขาฝันเปียก(บรรลุศาสนภาวะ) และจากคนบ้าจนกระทั่งเขามีสติ”
“เมื่อพวกเจ้าได้ยินผู้ที่ประกาศเรียกสู่การละหมาด ก็จงกล่าวตามอย่างที่เขากล่าว แล้วจงทำการเศาะละวาตต่อฉัน
หากคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านต้องการเข้ามัสยิด ก็จงกล่าว"อัลลอฮุม มัฟตะห์ลี อับวาบะเราะห์มะติกะ" และหากต้องการออก ก็จงกล่าวว่า"อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ มิน ฟัฎลิกะ
“เมื่อพวกเจ้าต้องการละหมาด ก็จงจัดแถวให้ตรง และให้คนหนึ่งนำพวกเจ้าละหมาด และเมื่อเขากล่าวตักบีร พวกเจ้าก็จงกล่าวตักบีรตาม
ขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงฉันเป็นผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดในหมู่พวกท่านด้านความคล้ายกับการละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นี่เป็นการละหมาดของท่านจนท่านจากโลกนี้ไป
การขโมยที่เลวร้ายที่สุดคือผู้ที่ขโมยการละหมาดของเขา" ฉันกล่าวว่า เขาขโมยละหมาดของเขาได้อย่างไร? ท่านตอบว่า: "เขาไม่ทำให้การรุกั๊วะและการสุญูดเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
เมื่อท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขึ้นมาจากรุกูั๊วะ ท่านจะกล่าวว่า : "สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หามิดะฮุ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสัลลัม จะกล่าวระหว่างสองสุญูด ว่า: " ร็อบบิฆฟิรลีย์ ร็อบบิฆฟิรลีย์"(ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษให้ข้าด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษให้ข้าด้วยเถิด)
นั่นคือชัยฏอนที่มีชื่อเรียกว่า คินซับ/คินซิบ หากท่านรู้สึกอย่างนั้น จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากมัน และถ่มน้ำลายไปทางซ้ายของเจ้า 3 ครั้ง
โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ทรัพย์สมบัติได้สูญหายไป และเส้นทางถูกตัดขาด ดังนั้นท่านจงวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้เข้มงวดกับการละหมาดสุนนะฮ์ใดมากไปกว่าการที่เขามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติละหมาดสองร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดฟัจร์
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "سَمِعَ اللَّهُ لِمَنْ حَمِدَهُ"(เงยจากรุกั๊วะอ์) ไม่มีใครในหมู่พวกเราโน้มหลังของเขา(เพื่อลงไปสุญูด) จนกว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะลงไปสุญูดเป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นเราจึงจะลงไปสุญูด
หากผู้ที่เดินผ่านหน้าผู้ที่ละหมาดอยู่ได้รู้ว่าบาปที่ประสบกับเขาคืออะไรเเล้วไซร้ เเน่นอนว่าการที่เขายืนอยู่กับที่เป็นเวลา 40 นั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขามากยิ่งกว่าการไปเดินผ่านหน้าเขา(ผู้ละหมาด)เสียอีก
“มัสยิดเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับปัสสาวะหรือสิ่งสกปรกใดๆ เลย แต่มีไว้สำหรับการรำลึกถึงพระเจ้าผู้ทรงอำนาจ การละหมาด และการอ่านอัลกุรอาน”
จากซุนนะฮ์ เมื่อมุอัซซินกล่าวในช่วงรุ่งสาง ว่า "หัยยะอะลัลฟะลาห์" ความว่า “จงมาสู่ความสำเร็จเถิด” ให้เขากล่าวต่อ ด้วยว่า: "อัศเศาะลาตุ ค็อยรุม มินัลเนาว์" ความว่า "การละหมาดดีกว่าการนอนหลับ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม จะเริ่มการละหมาดด้วยการตักบีรและการอ่าน ความว่า: “มวลการสรรเสริญที่สมบูรณ์ยิ่งทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”
ขณะที่ท่านนบีอยู่บนธรรมาสน์ มีชายคนหนึ่งถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับการละหมาดตอนกลางคืน” ท่านตอบว่า: “ละหมาดสองร็อกอะฮ์ ละหมาดสองร็อกอะฮ์”
{พวกเจ้าได้ถือเอาการให้น้ำดื่มแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และการบูรณะมัสยิดอัล-ฮะรอม ดั่งผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก.....” [อัตเตาบะฮ์: 19] ไปจนจบอายะฮ์
แท้จริงแล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อท่านทำการละหมาดตอนรุ่งสาง ท่านจะนั่งในที่ละหมาดจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น
เมื่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเข้าไปในมัสยิด จงให้เขากล่าวเศาะละวาตต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวว่า: ความว่า: "โอ้พระเจ้า โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
ผู้ใดที่ละหมาดเหมือนกับละหมาดของเรา และผินสู่กิบละฮ์เดียวกับเรา และกินสัตว์เชือดของเรา นั่นแหละคือมุสลิม ที่มีการคุ้มครองจากอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้นอย่าทรยศต่ออัลลอฮ์ในการคุ้มครองของพระองค์”
ฉันเห็นท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ให้สลามทางขวาและทางซ้ายของท่าน จนกระทั่งฉันเห็นแก้มขาวของท่าน
แท้จริงแล้วบ่าวคนหนึ่งทำการละหมาด และไม่มีการบันทึกการละหมาดนั้นไว้สำหรับเขา เว้นแต่(ได้รับผลบุญ) หนึ่งในสิบ หนึ่งในเก้า หนึ่งในแปด หนึ่งในเจ็ด หนึ่งในหก หนึ่งในห้า หนึ่งในสี่ หนึ่งในสาม หรือครึ่งหนึ่ง
“ระหว่างทุก ๆ สองอะซาน มีการละหมาด ระหว่างทุก ๆ สองอะซาน มีการละหมาด” จากนั้นท่านก็กล่าวในครั้งที่สาม: “สำหรับผู้ที่ประสงค์”
“จงทำแถวหน้าให้เต็มก่อน แล้วจึงตามด้วยแถวถัดไป และหากยังมีแถวใดขาดอยู่ ก็ให้ความขาดนั้นอยู่ในแถวหลังสุด”
จะมีบางกลุ่มที่ต้องหยุดละเลยการละหมาดวันศุกร์ หรือไม่เช่นนั้นอัลลอฮ์จะตราประทับที่หัวใจของพวกเขา แล้วพวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่หลงลืม
ผู้ที่ละเลยการเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์ (สามครั้ง) โดยไม่ใส่ใจในความสำคัญของมัน อัลลอฮ์จะประทับตราที่หัวใจของเขา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนเราในเรื่องของการละหมาดอิสติคอเราะฮ์ในเรื่องต่างๆ เหมือนดังเช่นที่ท่านสอนอัลกุรอานหนึ่งซูเราะฮ์ให้แก่พวกเรา
ไม่มีครั้งใดที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละหมาดหลังจากที่โองการ {إِذَا جَاءَ نَصْرُ اللَّهِ وَالفَتْحُ} {เมื่อความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และชัยชนะมาถึง} [อัน-นะศ็อรฺ: 1] ถูกประทานลงมา เว้นแต่ท่านจะกล่าวในละหมาดนั้นว่า:«سُبْحَانَكَ رَبَّنَا وَبِحَمْدِكَ اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي» “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของเรา และด้วยการสรรเสริญแด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด'
หากมนุษย์รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของผลบุญที่ได้จากการเรียกร้องสู่อะซานและการยืนในแถวแรกของการละหมาด แม้พวกเขาจำเป็นต้องจับสลากเพื่อได้โอกาสนั้น พวกเขาก็ยินดีทำเช่นนั้น
บุคคลเจ็ดประเภทที่อัลลอฮ์จะทรงให้ร่มเงาของพระองค์แก่พวกเขา ในวันที่ไม่มีร่มเงาใดๆนอกจากร่มเงาของพระองค์